• Facebook - วงกลมสีขาว
  • Instagram - วงกลมสีขาว

MESSAGE TO BTN ติดต่อเรา

Unidentified : กระป๋องเบียร์ ค่าไฟ และการจากไปที่ไม่กล้าเผชิญ

 

 เรื่องและภาพ วิชญ์พล ดิลกสัมพันธ์ 


 

"ถ้าเราตาย อยากให้งานเราเป็นแบบไหน" เราเคยมีบทสนทนาแบบนี้กับคนที่อยู่ข้างเราบ่อยๆ เคยจินตนาการถึงงานที่ตัวเองไม่มีวันได้เห็น และฝากฝังให้ใครก็ตามช่วยทำแทนให้ เคยคุยกันถึงวันที่ใครคนใดคนหนึ่งหายไปตลอดกาล จินตนาการถึงวันที่ไม่มีอีกฝ่ายแล้ว มันก็มักจะกลับไปสู่คำตอบเดิมๆว่า "เรายังไม่พร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งนั้น" เพราะเราไม่กล้าฟันธงว่าตัวเองจะรับไหวรึเปล่า
.
ความรู้สึกแบบนั้นมันปรากฏให้เห็นในงานชิ้นนี้ของทัศกร สีปวน (จั๊ม)  ไม่ว่าตัวละครจะพูดเรื่องความตายมากเท่าไหร่ มันก็รู้สึกเหมือนกับว่าพวกเขาทำใจยอมรับมันไม่ได้เลย ไม่ว่าจะพยายามทำเป็นไม่ยี่หระแค่ไหนก็ตาม สุดท้ายเราก็ดีลกับสภาวะนั้นไม่ได้แบบเต็มร้อย ถึงต้องมานั่งคุยนั่งถกเถียงกันไม่จบไม่สิ้น วนเวียนกันไปแบบนี้จนกว่าเวลานั้นจะมาถึง
.
เรารู้สึกว่าตัวละครมีความไม่สื่อสารกัน มันรู้สึกเหมือนดีลกันเองยังไม่ได้เลย อันนี้ไม่รู้ว่าจงใจมั้ยแต่มันก็เข้ากับความรู้สึกเวลาได้ดูเรื่องนี้ว่าเราดีลกับความตายไม่ได้ ดีลกับสภาวะที่ใครบางคนหายไปไม่ได้ เราคิดเอาว่าตัวละครคงจะรู้สึกกับการตายอย่างกระทันหันของเพื่อนมากๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่มานั่งกินเบียร์และตั้งวงถกกันเรื่องความตายเป็นวรรคเป็นเวรขนาดนี้ จริงๆแล้วสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่สถานการณ์หรือเรื่องราว แต่อยู่ที่สภาวะของตัวละครสองตัวนี้มากกว่า ดูๆไปเหมือนสองคนนี้จะติดอยู่กับห้องๆนี้และไปไหนไม่ได้จนกระทั่งตายไปมากกว่า
.
ที่เรามองไปต่างๆนานา อาจเป็นเพราะสไตล์การเล่าที่แตกต่างจากบทสนทนาปกติ เรารู้สึกเหมือนมันเป็นคำถามที่สะท้อนไปมาระหว่างตัวละครและคนดู สรรพนามที่เรียกกันว่า "คุณ" มันหมายถึงตัวเราที่เป็นผู้ชมไปด้วย บทพูดที่เหมือนจะปะติดปะต่อ แต่ก็เหมือนวลีที่ลอยในอากาศด้วย มันทำให้ความคิดและการตีความขยายออกไปไกลขึ้น ไกลกว่าเรื่อง "ความตาย" แบบรูปธรรม ชอบประโยคหนึ่งที่บอกว่า "ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลง ก็เหมือนกับเราตายไปแล้วรึเปล่า" มันสะท้อนให้เห็นภาพรวมของเรื่องที่คนที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันสองคน ไม่มีเงิน และใช้ชีวิตไปเรื่อยๆไม่มีจุดหมาย และติดอยู่ในห้องจนกระทั่งตายไป... รึเปล่านะ
.
ยังไงก็ตาม ยังมีความรู้สึกขัดอยู่บ้างเรื่องมูฟเม้นท์ที่มันไม่มีอะไรนอกจากการขยายคำพูดที่พูดออกมา เลยรู้สึกว่ามันไม่คุ้ม ไม่จำเป็นต้องมูฟก็ได้ บางทีมันก็ดูประดิษฐ์มากเกินไปจนมันขัดกับภาพรวม แล้วก็ตัวบทที่ไม่ปะติดปะต่อ แต่หัวข้อที่เลือกมาพูดในบทมันมีความซ้ำกันเยอะ และบางทีก็หลุดออกไปจากหัวเรื่องอื่นๆ เลยทำให้มันดูยึกยักและไม่แน่ใจว่าคนสร้างงาน "คิดอะไรกันแน่" ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่จั้มไม่อยากให้คนดูรู้ แต่ระหว่างดูมันก็ทำให้เราชิ่งออกจากเรื่องเหมือนกัน จนรู้สึกว่าการแสดงนานเกินไป ส่วนตัวเรารู้สึกว่าจั้มอาจจะให้เวลาในส่วนของนักแสดงน้อยไปหน่อย เพราะมองเห็นความเนี้ยบขององค์ประกอบอื่นๆมากกว่าเมื่อเทียบกับตัวละครและนักแสดง
.
เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า "เซ็กส์มักเป็นกิจกรรมที่ใช้ต่อสู่กับความเศร้าจากการสูญเสีย" เพราะมันให้ทั้งความสุขและมีนัยของการให้กำเนิดด้วย ในหนังสือเรื่อง Norwegian Wood ก็มีประเด็นนี้ให้เห็น รวมทั้งละครเรื่องนี้ด้วย  ยิ่งมองเห็นแรงปรารถนาและความดิบมากขึ้นเท่าไหร่  ก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นเหมือนพยายามจะจมดิ่งลึกลงไปเพื่อหนีความรู้สึกว่างเปล่าเคว้งคว้างที่ห่อหุ้มตัวเราหลังจากปะทะกับความสูญเสียมากขึ้นเท่านั้น
.
พอดูละครเรื่องนี้จบก็รู้สึกว่า สุดท้ายแล้วถ้าเราลดความยุ่งยากซับซ้อนของชีวิตลง เราอาจจะสามารถเผชิญหน้ากับความตายได้ในสักวัน ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องใช้เวลาในการใช้ชีวิตและระลึกรู้เสมอว่าความตายมาหาเราได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าคุณจะมีท่าทีกับมันอย่างไรก็ตาม มันก็จะอยู่ตรงนั้นเพื่อทำให้ชีวิตของเรามีคุณค่าในทุกๆวันนั่นเอง

 

 ละครยังมีเล่นจนถึงวันที่ 6 ส.ค. ที่ห้องบีฟลอร์ สถาบันปรีดี
รายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี่

 

Share on Facebook
Share on Twitter
Please reload

Featured Posts

06 : BTF 2017 Other Venue 9 เรื่องทั่วกรุง

October 16, 2017

1/3
Please reload

Recent Posts

September 27, 2019

August 21, 2019

Please reload

Follow Us
  • Facebook Basic Square
  • Twitter Basic Square
  • Google+ Basic Square
  • Facebook - White Circle
  • Instagram - White Circle